วันเสาร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2557

โลกยุคใหม่ ทุกคนมีสิทธิโดนแฮก

    ผมยืนยันตามที่จั่วหัวเอาไว้ทุกประการครับ ในโลกยุคปัจจุบันที่แทบทุกคนเชื่อมโยงหลายต่อหลายอย่างเข้ากับอินเตอร์เน็ต เรามีสิทธิโดนแฮกเกอร์เจาะระบบ ล้วงข้อมูลสำคัญๆ หรือแม้แต่บางเรื่องที่เราคิดว่าไม่สำคัญออกไป สำคัญอยู่ตรงที่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่เท่านั้นเอง

    การขโมยข้อมูลดิจิตอล ไม่เหมือนการล้วงกระเป๋า หรือย่องเบาเข้ามาขโมยของ เพราะจริงๆ แล้ว แฮกเกอร์หรือบรรดาผู้ประสงค์ร้ายไม่ได้ "หยิบฉวย" ข้อมูลดิจิตอลของเราไป ภาพหรือข้อมูลของเรายังคงเหมือนเดิม อยู่ที่เดิม แต่มันถูกลอบก๊อบปี้เอาไปเรียบร้อยแล้ว

    เรื่อง "แฮก" นี้เป็นข่าวดังไปทั่วโลก เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อมือดีแอบเจาะเข้าไปในระบบของ "ไอคลาวด์" คลังเก็บข้อมูลของระบบปฏิบัติการไอโอเอส ลักลอบก๊อบปี้ภาพ "บังเอิญนู้ด" และ "ตั้งใจนู้ด" ของประดา "เซเลบ" ดังๆ ทั้งหลายออกมาเผยแพร่ แถมบอกไว้ทำนอง "เคาะกะลา" ว่า ที่เห็นนี่เป็นแค่น้ำจิ้มตัวอย่างเท่านั้น ส่วนที่มีจริงๆ อีกเป็นกระตั้ก รอไว้ "ขาย" ให้คนที่สนใจ

    นี่คือตัวอย่างที่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าทุกคนมีสิทธิตกเป็นเป้าของคนประสงค์ร้ายด้วยกันทั้งนั้น รวมถึงคนธรรมดาๆ อย่างเราๆ ท่านๆ อีกด้วย เหตุผลก็คือเพราะข้อมูลของเรานั้นมี "ราคา" มากกว่าที่เราคิด

    ทุกอย่างของเรามีราคาในตลาดมืดยุคดิจิตอลกันทั้งนั้นครับ ตั้งแต่รหัสผ่าน, บัญชีธนาคาร, ข้อมูลบัตรเครดิต-เดบิต, เรื่อยไปจนถึงบัญชีและพาสเวิร์ดอีเมล์ทั้งหลาย

    อย่างเมื่อต้นปีนี้ ในสหรัฐอเมริกา ระบบจ่ายเงินของห้างดังๆ นับสิบแห่งตกเป็นเป้าถูกเจาะระบบ เป้าหมายก็เพื่อล้วงเอาบัญชีบัตรเครดิตของลูกค้าที่ชำระเงินนั่นเอง เมื่อปีที่แล้ว ทาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้าดังก็ถูกล้วงตับครั้งใหญ่ ฉกเอาข้อมูลบัตรเดบิตและบัตรเครดิตไป 40 ล้านใบ สุดท้ายทาร์เก็ตต้องเสียเงินเพื่อแก้ปัญหานี้ไปไม่น้อยกว่า 146 ล้านดอลลาร์

    แต่อย่าคิดว่าอย่างเราๆ คงไม่มีปัญหาอะไร คงไม่ตกเป็นเป้าเหมือนห้างดังที่ว่า เอาเข้าจริงแล้วทุกอย่างก็ครือๆ กัน คือตกเป็นเหยื่อได้ด้วยกันทั้งนั้น

    ในเมื่อทุกครั้งที่เรารูดบัตร ข้อมูลในบัตรจะถูกส่งไปพร้อมๆ กับจำนวนเงิน ผ่านระบบคอมพิวเตอร์เน็ตเวิร์ก ซึ่งเชื่อมโยงอยู่กับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต แฮกเกอร์สามารถปล่อยมัลแวร์จากระยะไกล (ไกลจริงๆ เกือบทุกกรณีเป็นคนร้ายจากต่างประเทศ) เฝ้าดักจับเอาข้อมูลเหล่านี้ไป "ทำมาหากิน" ของตัวเองต่อไป

    ปัญหาในสหรัฐอเมริกาคล้ายๆ กับในบ้านเรา นั่นคือบรรดาห้างสรรพสินค้าขายปลีกทั้งหลายยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ระบบจ่ายเงินที่เชื่อมต่ออยู่กับอินเตอร์เน็ตของตัวเองมั่นคงปลอดภัย ในเวลาเดียวกัน บัตรเครดิตส่วนใหญ่ที่เราใช้กันอยู่ก็เป็นบัตรแถบแม่เหล็ก ที่เป็นเทคโนโลยีซึ่ง "ใหม่มาก" เมื่อทศวรรษ 1950 โน่น แต่ตอนนี้เป็นของล้าสมัยและง่ายต่อการฉกข้อมูลในบัตรเอามากๆ

    ในเมืองไทยเรา บางธนาคารพยายามเปลี่ยนบัตรเครดิตให้เป็นบัตรแบบสมาร์ทการ์ด มีชิปฝังอยู่ภายในซึ่งปลอดภัยกว่าแล้ว แต่ยังไม่ทั้งหมด ส่วนในสหรัฐอเมริกา น่าแปลกที่ยังไม่มีการเริ่มต้นเรื่องนี้เลยแต่อย่างใดทั้งสิ้น

    นอกเหนือจากบัตรเครดิต ข้อมูลที่เป็นอัตลักษณ์ของเราเองก็มีค่าเช่นกัน ในสหรัฐอเมริกา มีคดีลักลอบขโมย "ประวัติทางการแพทย์" ไปขาย ได้ราคาดีเสียด้วย ว่ากันว่า ข้อมูลบัตรเครดิต ขายกันในตลาดมืดราคา 1 ดอลลาร์ต่อบัตร แต่ถ้าเป็นประวัติทางการแพทย์ ราคากระฉูดขึ้นไปถึง 50 ดอลลาร์ต่อชิ้นเลยทีเดียว

    เหตุผลก็คือ ที่โน่นสามารถนำมันไปทำบิลค่าประกันภัยปลอม หรือนำไปทำประวัติการรักษาปลอมๆ เพื่อเรียกเงินประกันสุขภาพจากประกันภัยและทางการได้นั่นเอง เอฟบีไอยอมรับว่ารัฐบาลต้องเสียเงินเพราะเหตุนี้ไปถึงปีละ 75,000 ล้านดอลลาร์เลยทีเดียว สถิติของที่โน่นก็คือ ราวครึ่งหนึ่งของประชากรอเมริกันที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว ล้วนเคยตกเป็นเหยื่อของแฮกเกอร์มาแล้วทั้งนั้น

    ที่บ้านเรา เอาแค่ว่าเกิดมีใครอุตริเอาข้อมูลบัตรประชาชนของเราไปทำปลอมให้กับคนต่างด้าว หรือไปใช้เพื่อทำธุรกรรมที่เป็นการก่ออาชญากรรม เท่านั้นก็วุ่นวายสาหัสแล้วละครับ

    ตอนนี้เท่าที่พอจะแก้ปัญหาได้ก็คือ ป้องกันตัวเองเอาไว้ก่อน หลักการเบื้องต้นก็คือ ใช้เท่าที่จำเป็น และแยกบัญชีบัตรเครดิต, เดบิต ออกจากบัญชีหลักของธนาคาร

    ที่สำคัญที่สุด และดูเหมือนได้ผลดี ก็คือการเปลี่ยนพาสเวิร์ดบ่อยๆ ใช้พาสเวิร์ดหรือรหัสบัตรที่ยากต่อการเดา

    แต่เป็นวิธีที่ทุกคนเมินเฉยมากที่สุดเหมือนกันครับ



    ขอบคุณ แหล่งที่มาหนังสือพิมพ์  มติชน

chiangraicom

บริการรับทำเว็บไซต์ทุกประเภทม, รับทำ seo, seo สายโหด, สายยากโครตหินรับหมด รับทำseo ติดหน้าแรกGoogle รับโปรโมทเว็บไชต์ ไม่ติดอันดับยินดีคืนเงินบริการรับทำseoสายดำ สายขาว ทำอันดับseo ติดหน้าแรกGoogle ไม่ติดอันดับยินดีคืนเงินรับทำคีย์สายดำทุกคีย์บน google บน google Facebook & Website Easy SEO Rank

  • Share to Facebook
  • Share to Twitter
  • Share to Google+
  • Share to Stumble Upon
  • Share to Evernote
  • Share to Blogger
  • Share to Email
  • Share to Yahoo Messenger
  • More...